Movie

    คราวที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะมารายงานบรรยากาศงาน บางกอกฟิล์ม หายไปซะนานยังไม่ได้อัพเดทเลย ดันอัพเดทอะไรบ้าบออยู่ก็ม่ายรู้  เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

สวรรค์บ้านนา (Agrarain Utopia)
4.4 / 5


     ปีนี้ในเทศกาลได้ดูไปแค่เรื่องเดียว คือ สวรรค์บ้านนา (Agrarian Utopia) ของพี่ต้อย - อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (เจ้าของหนังสารคดี 'เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ') เรื่องเล่ากึ่งสารคดี เกี่ยวกับชีวิตชาวนาในภาคเหนือ
     ก่อนดูเรื่องนี้จำไม่ได้แล้วว่ามันเป็นหนังที่เซ็ตขึ้นมา เลยรู้สึกอินมากๆ สงสารชาวนาสุดๆ ดูจบรู้สึกอยากกินข้าวมากๆ แล้วต้องกินให้หมดด้วย คือเราก็รู้แหละว่าชาวนาทำนา กว่าจะได้ข้าวมาให้เรากินมันลำบากแค่ไหน แต่พอได้ดูเรื่องนี้แล้ว เรากลับเห็นภาพความลำบากชัดเจนขึ้นเยอะเลย
     ภาพในหนังถ่ายสวยมาก ทุกซีนทุกช็อทดูปราณีต และผ่านการ 'คิดเยอะ' แล้วยังใช้เวลาถ่ายอยู่เป็นปี ถ่ายทอดทุกฤดูการความรู้สึกของชาวนาได้อย่างครบถ้วน สมควรแล้วที่ได้รางวัลจากเมืองนอกเมืองนา

 

The Ugly Truth
3.8 / 5

     ชื่อนี้เรื่องนี้ในหนังมันแปลว่า "เรื่องจริงปวดใจ" หรืออะไรซักอย่างประมาณนี้แหละ (ไม่ใช่ชื่อไทยเสี่ยวๆ อย่าง "ญ.หญิงรักด้วยใจ ช.ชายรักด้วย..." นะ) เรื่องจี๊ดๆ และเรื่องจริงๆ ของลักษณะนิสัย (รวมถึงสันดาร)  ของมนุษย์ชาย-หญิงที่ต้องการคนรัก จึงต้องปรับเปลี่ยนบุคคลิกตัวเองให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น ตัวละครเอกทั้งคู่ยังคงเป็นไปตามสูตรหนังฮอลลีวูด ที่ทั้งคู่ต้องมีปมอะไรบางอย่างในชีวิต แล้วสุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องรักกันในที่สุด แต่มุกตลกทะลึ่งตึงตังในหนังทำออกมาได้ดี และดูมีอารมณ์ขันมากกว่า The proposal เยอะเลย สรุปว่า สนุก+บันเทิง กำลังดี

 

รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ
4 / 5

     คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากกับหนังเรื่องนี้ ใครไปดูแล้วย่อมโดนใจกันทั้งนั้น ทั้งคนโสดหรือคนมีคู่ แม้หน้าหนังจะดูบันเทิงและซาบซึ้งกับความรัก (อันเพ้อฝัน)  แต่ทัศนคติของตัวละครนั้นน่าเป็นห่วง ความคิดของ หญิงสาววัยทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง ต้องใฝ่ฝันที่จะมีสามีเป็นตัวเป็นตนกับเขาซะที หลังจากที่เพื่อนๆ ของหล่อนแต่งงาน หรือมีแฟนกันหมด นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือ ? ทำไมเพศหญิงจะต้องอยากมีแฟนจนตัวสั่น (นี่ไม่ได้มาหัวโบราณนะ ว่ากันด้วยทัสนคติล้วนๆ) การมีเพื่อนไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเธอดีขึ้นเลยหรือ ? ได้คุยกับพี่ๆ หลายคนที่ดุเรื่องนี้บอกว่า รายละเอียดในหนังนั้นดีแล้ว เล่นกับอารมณ์ได้น่ารัก แต่โครงสร้างการดำเนินเรื่องที่ไม่ไปไหนเสียที นั่คือจุดบกพร่อง โดยรวม หนังเรื่องนี้มันคือมุมมองของผู้ชายในเมืองที่มองว่าผู้หญิงที่ใช้ชีวิตในเมืองย่อมรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน ซึ่งย่อมถูกใจคนเมืองแน่นอน
     แต่ก็ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีอะไรดี ตัวหนังทำออกมาสนุก น่ารัก และมีสาระของความรักที่ดี แต่ติดแค่ทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ


เสริม - รู้หรือไม่ First Idea ของหนังเรื่องนี้มาจาก "คนทำงานกลางวันกับคนทำงานกลางคืนจะรักกันได้ไหม ?" และได้รับการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ + ได้สปอนเซอร์หลายๆ อย่าง จนออกมาเป็นอย่างที่เห็น

 

New York, I Love You
4.1 / 5

     โปรเจ็คต์รวมผกก. ภาคต่อจาก paris je t'aime กับหนังรัก 11 ตอนและผกก. 11 คน อย่าง Shunji Iwai Mira Nair, Natalie Portman เป้นต้น สำหรับเราแล้ว ภาคนี้ดูดีขึ้น รู้เรื่องขึ้นและดูเป้นเรื่องเดียวกันมากขึ้น ไม่เหมือนอันก่อน ที่มีผกก.ระดับเทพที่ต่างคนต่างปล่อยของโดยไม่คำนึงถึงภาพรวมของโปรเจ็คต์ แต่ในครั้งนี้ เรื่องทั้งเรื่องถูกเชื่อมด้วยตัวละครตัวหนึ่งและตัวละครในแต่ละเรื่องก็ได้เจอกัน (ยกเว้นบางเรื่อง ที่ดูลึกซึ้งเกินไป)
     เราชอบตอนที่เป้นเรื่องของคุณตากับคุณยาย ที่ไปฉลองวันครบรอบแต่งงานกัน แค่ซีนที่ทั้งคู่เดินขึ้นบันไดก็เล่นเอาน้ำตาซึมแล้ว ดูแล้วนึกถึงหนังสั้นเรื่อง เวลารัก (ที่เป็นต้นฉบับของเรื่อง ความจำสั้นแต่รักฉันยาว) อยากให้ผกก. เรื่องนั้นมาดูว่า การทำหนังกับคนแก่ ก็สมารถทำให้ซึ้งได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก   

 

เฉือน
3.6 / 5

     ความรู้สึกแรกหลังจากเห็นโปสเตอร์และตัวอย่างหนัง เราไม่ได้รู้สึกอยากดูอะไรมากมาย บวกกับที่ดันได้รู้ความลับประเด้นสำคัญและความลับของหนังเรื่องนี้มาแล้วด้วย ยิ่งทำให้ขี้เกียจดูเข้าไปใหญ่ แต่สุดท้ายก็ได้ไปดูในรอบเพรสอยู่ดี ความรู้สึกของเรามันผิดพลาด หนังทำออกมาได้ดีกว่าที่คิด ติดเสียดายครงเรื่องช่วงต้นๆ และตอนเฉลยท้ายเรื่อง ที่ดูไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันและดูเป็นหนังราคาถูกไปหน่อย แต่ช่วงกลางของเรื่องทำได้ดีมาก โดยเฉพาะซีนที่ย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมัยวัยเด็ก ทุกซีนมีพลังสุดๆ ปมก็ดี แสดงก็ดี (โดยเฉพาะเด็กที่เล่นเป็นเพื่อนพระเอก) น่าเสียดายที่เปิดตัววันแรก ทำรายได้น้อยไปหน่อย 


เสริม - หนังเรื่องนี้ได้เรท 18+ เพิ่งได้เรทนี้มาหลังจากฉายรอบสื่อไปแล้ว อยากรู้ว่า กองเซนเซอร์ มัวไปทำอะไรอยู่วะ ถึงได้ประกาศช้านัก... มันควรจะมีการตรวจพิจารณาไปตั้งแต่ก่อนหนังจะฉายไม่ใช่เรอะ (ไม่มีอะไรหรอก บ่นเฉยๆ)

ปล. ใครไปดูเรื่องไหนมา มีความคิดเห็นยังไงก้มาแลกเปลี่ยนกันได้นะจ๊ะ พร้อมรับฟัง ^_^

     หายหน้าหายตาไปนาน หลังๆ เริ่มไม่ค่อยได้แวะเข้ามาดูหน้าบล็อดตัวเองเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้ามัวคิดอย่างนี้ จะยิ่งทำให้เสียกำลังใจไปเปล่าๆ เลยเปลี่ยนใจคิดเสียใหม่ คิดว่าต้องมีคนเข้ามาดูเยอะแน่ๆ แม้คอมเมนต์จะน้อยไปหน่อยก็ตาม เพราะฉะนั้นต้อง สู้ๆ!!! เขียนต่อไป

     เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป้นการเสียเวลา เรามาว่ากันด้วยเรื่องของหนังที่ได้ดูไปช่วงครึ่งหลังเดือนกันยาปีนี้กันดีกว่า (รู้สึกว่าช่วงนี้ดูหนังค่ายดิสนีย์เยอะจัง) เริ่มจาก

 

The Proposal
2.5. / 5

 

     หนังโรแมนติกคอมเมดี้จากค่ายดีสนีย์ โดยผกก. Anne Fletcher (27 Dresses, Step up) เล่าเรื่องของบกบห. สาว (Sandra Bullock) ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง กับเลขาหนุ่ม (Ryan Reynolds) ที่บังเอิญต้องแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางหน้าที่ จากที่ทั้งคู่เคยเกลียดกันเข้าไส้ก็กลายเป็นรักไปซะได้ เพราะเหตุการณ์ที่เข้ามาพิสูจน์คนทั้งคู่


     ฟังพล็อตมาขนาดนี้ก็พอจะเดาทางหนังได้หมดแล้ว ว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วยิ่งเป้นหนังจากค่ายการ์ตูนสำหรับเด็กอีก ยิ่งเดาง่ายเข้าไปใหญ่ ความจริงแล้วไม่ได้อยากดูซักเท่าไหร่ แต่พี่ที่เค้าไปดูรอบเพรสมา บอกว่าหนังสนุก แถมยังไปดูกับเราด้วยเป็นรอบ 2 สำหรับเราเองแล้วไม่ค่อยชอบเรื่องนี้สักเท่าไหร่ (เรียกว่าไม่อินเลยก็ว่าได้) แม้พล็อตจะว่าด้วยเรื่องใกล้ตัว ระหว่างความรักของเจ้านายกับลูกน้องที่กลายไปเป็นแฟนกันด้วยเหตุบังเอิญแถมเรื่องก็เกิดในที่ทำงานที่เป็นสำนักพิมพ์อีก เราในฐานะคนทำงานวงการนี้ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะความรู้สึกแค่ว่า มันเป็นไปไม่ได้และไม่สมเหตุสมผล

     ทำไมถึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้  ก็เพราะการรักใครสักคน มันใช้เวลาแค่ 3 วันก็เปลี่ยนจากคนเกลียดกันสุดๆ มารักกันได้แล้วหรอ ??? อันนี้เราไม่เชื่อ แถมเหตุการณ์ในเรื่องก็ไม่ได้ช่วยเสริมอะไรมากมายเลย ยังงงอยู่ว่าที่โฆษณาในรถไฟฟ้าใต้ดินว่าเป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุด ของซานดร้า บูลร็อคมันเป็นจริงหรอ?  
     แม้มุกตลกในหนังจะเล่นกับความกุ๊กิ๊กกับชีวิตคู่ เป็นที่ถูกใจของคนดูสาวๆ อย่างยิ่งก็ตาม แต่เรากลับรู้สึกไม่สนุกหรือคล้อยตามไปกับมันเลย เซ็งอะ ถ้าเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ของผกก.หญิงคนนีเรื่อง 27 Dresses เรายังรู้สึกดี และอินกับมันมากกว่าอีก สรุปว่าเรื่องนี้ ถ้าไม่อารมณ์ดีหรือกำลังอินเลิฟก็อย่าไปดูเลย จะพาลอารมณ์เสียเอาเปล่าๆ

 

District 9
4 / 5

 

     หน้าหนังดูเหมือนหนังไซ-ไฟ มนุษย์ต่างดาวบุกโลก แล้วต้องต่อสู้กันพิทักษ์โลกอะไรประมาณนั้น หรือขับหุ่นยนต์ยักษ์ตีกันอะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าหนังทำออกมาได้ดีกว่านั้น
     ผลงานปั้นของผู้อำนวยการสร้างของ Peter Jackson (The Lord of the Ring ทั้ง 3 ภาค) โดยฝากความหวังไว้กับผกก.รุ่นน้อง Neill Blomkamp ที่ช่วยกันเนรมิต ดินแดน 'เขต9' ให้กลายเป็นดินแดนสำหรับผู้ลี้ภัยจากต่างดาว ในประเทศแอฟริกาใต้
     หนังใช้วิธีเล่าแบบกึ่งสารคดี เปิดเรื่องด้วยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ เช่นนักวิชาการ และผู้ที่เคยใกล้ชิดกับตัวละครเอกชื่อ วิคัส


     เริ่มเรื่องด้วยการเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เมื่อ 20 ปีก่อนที่พวกเอเลี่ยนต่างดาว (ในเรื่องเรียกพวกนี้ว่า กุ้ง) ย้ายมาอาศัยอยู่บนโลก แล้วก้เริ่มแพร่พันธ์เพิ่มจำนวนจนควบคุมได้ยาก จนหน่วยงานที่ดูแลด้านนี้ ต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานแจ้งเรื่องให้พวกกุ้งย้ายออกไปจากที่ตรงนั้น (ทั้งที่รู้ว่าทำได้ยาก) แต่ก็เกิดเรื่องเข้าจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ วิคัส คนนั้นดันไปโดนอะไรบางอย่างของพวกกุ้งเข้า ทำให้เขาต้องค่อยๆ กลายร่างเป็นกุ้งไปในที่สุด (ตรงนี้บางคนเมื่อดูจบออกมาจากโรงก็ยังไม่เข้าใจ)
     หนังแอ็คชั่นดราม่า บู๊ระเบิดเรื่องนี้ ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียอยู่เลย แต่เราก็สามารถลืมมันไปได้ เพราะเนื่อเรื่อง เทคนิคด้านภาพ เหตุการณ์และอะไรต่างๆ นาๆ เช่น ฉากระเบิดตูมตาม การต่อสุ้เอาชีวิตรอด ทำให้เราเลิกที่จะใส่ใจในรายละเอียดเหล่านั้นไป (จุดผิดอันนี้ ลองไปดูเองแล้วจะรุ้) สำหรับเรา ติดอยู่แค่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือ คนๆ เดียว จัดการทหารได้ทั้งกองทัพ ???  


     หนังพูดและสะท้อนถึงปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย / ผู้อพยพได้อย่างแนบเนียนไปกับฉากบู๊สนั่น และก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ว่าใครผิดหรือถูก
     ใครได้ดูในโรงหนังก็ถือว่าโชคดีแล้ว แต่ใครรอแผ่นก็อยากให้ได้ดูกับเครื่องเสียงดีๆ สักชุด เพราะเรื่องนี้ มิกซ์เสียงระเบิด มันมากๆ  ถ้าดูจากแผ่นแล้วก็ช่วยบอกผมด้วยว่า ฉากสัมภาษณ์กุ้ง ที่มีในตัวอย่างมันหายไปไหน เพราะในหนังจริงๆ มันไม่มี

 

G-Force
3 / 5

 

     หนังสามมิติหลอกเด็ก จากค่ายดิสนีย์ (อีกแล้ว) น่าเสียดายที่ตัวอย่างทำออกมาได้น่าดูมาก และเราหวังว่าหนังมันจะสนุกกว่านี้หลายเท่า แต่บอกได้เลยว่าออกมาน่าผิดหวัง (หรือว่าเป็นเพราะค่าย เลยทำออกมาแย่)
     หนังเล่าเรื่องทีมสปายสัตว์ตัวเล็กๆ ที่พยายามจะเป็นหน่วย FBI ให้ได้ จิงต้องทำผลงานพิสูจน์ความสามารถ แล้วพวกเขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่า แม้จะเป้นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ก็สามารถทำงานช้างได้สบายๆ
     จุดขายของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ การได้ Jerry Bruckheimer (Pirates of the Caribbean)  มานั่งแท่นโปรดิวเซอร์ทำหนัง 3 มิติเรื่องแรก และการที่เราจะได้ดูน้องหนูแบบ 3 มิติมากกว่า
     สำหรับเราแล้ว อยากดูเรื่องนี้มากๆ เพราะตัวอย่างเลยทีเดียว ตัดออกมาได้มันมากแถมยังล้อหนังสายลับต่างๆ อีกหลายเรื่อง แต่ก็อย่างว่า หนังเด็กจากค่ายดิสนีย์ ประเด็นก็หนีไม่พ้นเรื่องของ ครอบครัว มิตรภาพ ความรัก แล้วสุดท้ายตัวร้ายก็ต้องได้รับการอภัยหลังจากทำความผิด และต้องไม่มึใครตาย


     รอบที่ไปดูแบบ 3 มิติ ไม่รูว่า เป็นเพราะตัวหนังมิกซ์เสียงมาแบบนี้ หรือว่าตู้ซับวูฟฟเฟอร์ของโรงหนังมันเสีย เพราะเสียงทุ้มของเบส มันหายไป เสียงระบิดหรือเสียงโทนต่ำเลยออกมาแย่ผิดปกติ เสียงระบิดก็เลยดูไม่อลังการอย่างที่ควร  ระบบเสียงดันเสียไปแล้ว แต่ด้านภาพที่ปรากฏ บอกได้เลยว่า ไม่ต้องไปเสียตังดู สามมิติก็ได้ครับ เพราะมันแทบไม่มีฉากที่คุ้มค่ากับการปวดตาหิ้วแว่นสามมิติให้บรรเจิดสายตาเลย มีเพียง ไม่กี่ภาพเท่านั้น ที่รู้สึกว่าดีแล้วที่เป้นสามมิติ นอกนั้นดูแบบฟิล์ม 35 มม. ก็ได้ครับ
     เอาเป็นว่า ใครมีครอบครัวมีลูกมีหลานหรือมีน้องที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็พาไปดูเถอะครับ ไม่เสียหลาย แต่ถ้าไม่เข้าข่ายนี้ ไม่ดูก็ไม่เสียดายครับ

***คราวหน้า จะแวะมาเล่าเรื่องหนังจากงานเทศกาล Bangkok International Film Festival ให้ฟังจ้า