A Trip Of Nothing More...

posted on 18 Apr 2008 22:32 by actionpk  in Trip
        เสร็จสิ้นเสียที กับทริปท่องเกาะที่ไร้การวางแผนใดๆทั้งสิ้น นอกจากหอบกระเป๋าขึ้นรถ นั่งๆนอนๆ กินๆ แล้วกลับบ้าน เวลา 4 วันผ่านไปไวยังกับในหนัง แต่ก็ได้ประสบการ์ณล้นเหลือ มากเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟังได้หมด


      คงต้องเล่าถึงสาเหตุแรก ที่ทำให้ทริปนี้เกิดขึ้น มาจากตัวเราเองที่ไปดูหนังเรื่อง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น รอบสื่อที่ SFX Centralworld แล้วเกิดมีอารมณ์อยากไปพงันอีกครั้ง เพราะหวังว่าจะได้แอ้มสาวให้ได้ซักคน เลยโทรไปคุยกับเพื่อนคนนึง ชื่อไอ้ ท. (คงไม่ต้องเอาชื่อเต็มเนอะ) ว่าอยากไปพงันอีกรอบ หลังจากที่ไปมาเมื่อ ประมาณ 3 ปีที่แล้ว ไอ้คุณ ท. เลยไปคุยกับนาย ตี.ที่พอดีมีบ้านอยู่สุราษณ์แถมเป็นเจ้าของทริปครั้งที่แล้วด้วย มันก็ได้ใจกันใหญ่ กะว่าจะใช้ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ไปเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง หลังจากที่พวกเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันนานแล้ว ด้วยเรื่องเวาลาที่ไม่ตรงกัน การเรียน เรื่องงาน กับปัญหาส่วนตัวสารพัดอย่าง สารภาพตรงนี้เลยว่า เราเองรู้สึกเหินห่างกับเพื่อนสนิทกลุ่มนี้มากๆ เพราะระหว่างนั้น เราก็ได้เจออะไรต่ออะไรมากมายจนทำให้เราเองเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตไปอยู่มากโข


      อันที่จริง ทริปนี้ก็เกือบล่ม เพราะความไม่พร้อมเรื่องเวลาของเพื่อนหลายคนรวมถึงตัวเราเองด้วย เพราะไอ้คุณ ตี. มันอยากให้ไปถึงสุราษณ์ตั้งแต่วันที่ 10 แต่มันทำไม่ได้ เพราะเราเพิ่งเริ่มทำงาน จะให้อยู่ๆหยุดไปมันก็ดูไม่ดี เลยอยากยกเลิกเพราะไม่อยากไปแล้ว มันดูเหมือนไม่มีการวางแผนใดๆทั้งสิ้น (ไม่ได้วางจริงๆ)  ใครจะไปบ้างก็ไม่รู้ (มีใครมาด้วยก็ไม่รู้)  แถมไอ้ ท. ก็ไไม่ได้เพราะต้องไปหาญาติผู้ใหญ่ แต่แล้ววันนึง ไอ้ ฮ. ก็โทรมาขอร้องว่าให้เราไป เพราะมันนานๆจะได้มาเที่ยวทั้งที เราก็เลยใจอ่อนยอมไป
        ก่อนไปวันที่ 10 เราเตรียมข้าวของใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สีเทาที่ใช้มากว่า 4 ปี แล้วแบกไปออฟฟิศ เราบอกพี่ๆทุกคนที่ออฟฟฟิศแล้วว่าเราจะลงไปสุราษณ์ช่วงสงกรานต์นี้ แต่คนสำคัญที่เราลืมบอกคือ บก.ทั้ง2ท่าน เพราะความประมาณ+ความหลงลืม เลยทำให้ไม่มีโอกาสบอก เลยโดนเทศน์ไป 1 ยกก่อนออกเดินทาง  ขอบอกเลยว่าหน้าชาจริงๆ เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรก ว่าอายเพราะโดนด่าเป็นยังไง มันทำให้เราสำนึกว่า ต่อจากนี้ไป "เราไม่ไใช่แค่ นศ.อีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้เราคือคนทำงาน" ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านศ.ที่วันๆไม่ต้องทำอะไรมากนอกจากเรียนให้จบ แต่ชีวิตทำงานมันมีอะไรให้เราต้องระวัง และเรียนรู้มากกว่าในรั้ม มหา'ลัย

               ณ สายใต้ใหม่(กว่า) เราได้เจอกับเพื่อนร่วมทริปหน้าใหม่แต่เคยเจอกันมาก่อน 2 คนซึ่งเป็นเพื่อนของไอ้ ตี. อีกทีนึง นอกจากเพื่อนขาประจำอย่าง ไอ้ต้. ไอ้ฮ. ไอ้จ. รถออกจากที่นั่น ประมาณ 2 ทุ่มไปถึงสุราษณ์ตอนตี 5 ไอ้ตี.ที่รออยู่สุราษณ์ มารับที่บขส.พร้อมกับเพื่อนหน้าใหม่ที่ไม่เคยเจอและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน (ไอ้ตัวนี้มีเรื่องให้เผาเยอะ) ไปส่งที่โรงแรม เราก็เลยขอนอนเก็บแรงก่อนเลย เพราะบนรถทัวนอนไม่หลับเลย แอร์เย็นมากแถมเบาะก็นั่งไม่สบาย (จริงๆแล้วเราเป็นพวกหลับยากบนรถ) ก่อนที่ไอ้ ตี. จะมาปลุกไปสวัสดีพ่อกับแม่ที่ร้าน
       บ่ายวันนั้น พวกเราไปพักผ่อนกันที่บ่อน้ำพุร้อน ก่อนที่กลางคืนจะไปนั่งกินเหล้ากันที่บ้านริมน้ำ (บรรยากาศดี แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ เพราะที่บ้านนี้สร้างไปเรื่อยๆ) แต่อย่าเรียกว่ากินเลย เรียกดมซะยังดีกว่า กินกันเกือบ 3 ชั่วโมงเหล้าหายไป แค่คอขวด (เฮ้อ!) แถมไอ้ ตี.ก็ดันป่วยเจ็บคอ ต้องฉีดยาแล้วไปนอนพัก ปล่อยให้พวกกระทิงเปลี่ยวทั้งหลาย ต้องพจญภัยกลางคืน หลบตีน ที่สุราษณ์กันอย่างเมามันส์ (เก็บไว้ดีกว่า ไม่อยากเล่า) 


          วันถัดมา เราก็ได้เดินทางไปเกาะสมุยด้วยเรือเฟอรรี่กันทั้งหมด 8 คน ได้บ้านพักที่หาดเฉวง แต่ไม่ได้อยู่ติดหาด เลยต้องเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ไปมาอยู่ในเกาะอีก 4 คัน 
          หลังจากเก็บของที่บ้านเรียบร้อย เราก็ลงทะเล (ไปหลีสาว) แล้วกลับมาแช่น้ำที่สระว่ายน้ำหน้าบ้านพัก ก่อนจะแต่งตัว ออกไปล่าเหยื่อตามที่ทุกคนต้องการ มากกว่าการไปเที่ยวทะเล
        คืนนั้น เราอยากไป Raggae Bar มากๆ เพราะคราวที่แล้วมามันดันตรงกับวันวิสาขบูชา ร้านก็ปิดแล้วพอคืนถัดมาก็ไป Fullmoon Party เลยไม่ได้ไป คราวนี้เลยต้องไปให้ได้ แต่ก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าร้านไม่เปิด แต่เพราะคนยังไม่เที่ยวกัน ที่นี่เค้าเที่ยวกันดึกหลัง 5 ทุ่มเป็นต้นไปคนถึงจะเยอะ แถมตอนที่ไปถึง เจอวงเล่นสด เล่นเพลง Sad but True ของคณะ Metalica  อีกต่างหาก เพื่อนเราเลยไม่มีใครอยากเข้ากัน แต่เราอยากเข้ามาก ถึงแม้มันจะเล่นไม่ค่อยดีก็ตาม เพราะเด็กหน้าร้านบอกว่า ประมาณเที่ยงคืนครึ่งคนถึงจะเยอะ และก็จะเปิดเพลงแนวเรกเก้ ไอ้ต้. เลยชวนกลับ บอกว่าไปดูที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมา


          จริงๆแล้วคืนนั้น มีงาน Escape House Party @ chaweng lake view แถวใกล้ๆบ้านพัก แต่ไม่มีใครอยากไป ดันย้ายกันไปฝังตัวอยู่ที่ร้าน Green mango เพราะที่นี่ มีทั้งคนเล่นน้ำและนักเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเยอะมาก เลยอยู่กันจนถึง ตี2กว่าๆได้มั๊ง? ถ้าจำไม่ผิดนะ
           ระหว่างทางกลับ เราก็กลายเป็นพลเมืองดีโดยไม่ตั้งใจ คือตอนที่นั่งรอเพื่อนอยู่ที่รถ อยู่ๆก็มีฝรั่งตัวโตใส่กางเกงขาสั้นสีส้มแปร๋นตัวเดียวเดินเข้ามาทักทาย เราเหลือบเห็นแผลเลือดไหลที่เข่าข้างซ้ายของเค้า แล้วเค้าก็ขอให้เราช่วยพาไปส่งที่รถ พอจับใจความได้เราก็รีบบึ่งรถพาเค้าไปส่งทันที ระหว่างทางที่ขี่ไป เราก็พยายามถามเค้าง่ามาจากไหน เค้าบอกว่า มาจากฝรั่งเศส ชื่อ เรมี่ แล้วก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรบอกว่าเจ็บๆ เราก็ต้องบอกให้เค้าใจเย็นแล้วก็ถามว่ารถจอดไว้ไหน พอมาถึงรถมอ'ไซค์ที่จอดอยู่หน้าร้านเน็ท เค้าก็บอกว่าโดนรถชน เราเลยจะพาไปส่งโรงพยาบาล แต่เค้าก็ไม่ยอมไป บอกว่าขอบคุณครับๆแล้วจับมือตลอด เราก็นึกขึ้นได้ว่า ไอ้ฮ. มันเรียนฝรั่งเศสมานี่หว่า ให้มันมาคุยท่าจะดีกว่า เลยขับรถกลับไปกะจะไปรับมันมาคุยกับเค้าหน่อย แต่พอกลับมาอีกที เรมี่ก็หายไปแล้ว คนในร้านบอกว่า เค้าขึ้นรถสองแถวไปไหนแล้วไม่รู้ เราเลยต้องปล่อยเค้าไป

            กลับมาคืนนั้นต่างคนก็ต่างเปียกแล้วแยกย้ายแต่ก็ไม่ลืมที่จะฉลองวันเกิดให้แก่เจ้าภาพทริปนี้ ด้วยเค็กก้อนเล็ก แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพเพียงก้อนเดียว  ก่อนแยกย้ายกันไปนอน เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันสงกรานต์แบบเต็มๆ
           มาถึงวันที่ทุกคนรอคอย วันเล่นน้ำสงกรานต์บนเกาะสมุย ที่ความชุ่มฉ่ำมาพร้อมกับรอยยิ้ม แม้พวกเราจะไม่มีอุปกรณ์เล่นน้ำใดๆ แต่การเดินไปตามถนนหน้าหาดแล้วโดนเค้าสาดน้ำใส่แค่นี้เราก็สนุกมากแล้ว ตกเย็นเราก็ลงไปแช่น้ำทะเลกันอีกครั้ง แถมยังได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกหลายคน ทั้งพี่ๆที่ให้เช่าเจ็ทสกี ที่เราเตะบอลด้วย กับสาวสวยที่มาเล่นเจ็ทสกี แล้วดันถูกใจช่างภาพของเรา เลยได้อีเมล์มาไว้ติดต่อกันภายหลัง 

 

           พอขึ้นมาจากน้ำเราก็กลับไปเตรียมตัวกันที่ห้องอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวตะลุยราตรีกันอีกคืน แต่หวังงว่าคืนนี้ น่าจะมีอะไรมากกว่าเมื่อคืน เราเลยตัดดสินใจ ไปดูบอลกันก่อน ที่ร้าน The Peak ที่หลายคนแนะนำมา คืนนั้น เจ้าภาพของเราสบายใจใหญ่เรียกได้ว่า ได้ของขวัญวันเกิดอีกชิ้น เพราะปีศาจแดงดันกระทุ้งปืนใหญ่ซะแตกแหลกเหลวไป 2-1 แฟนบอล2ทีมเลยมีเรื่องให้ถากถางกันสนุกปาก
           หลังบอลจบ เราก็ย้ายกันไปที่ Green mango อีกครั้ง(ความจริงแล้วกะไปหาเธอคนนั้น) แล้วก็ได้เจอจริงๆ แต่เธอเมาซะจนเพื่อนต้องพากลับไปก่อน พวกเราเลยเริ่มเหงาอีกครั้ง เลยตกลงกันกลับไปที่ The Peak เพราะเหล้ามันเหลือ (จริงๆแล้วยังไม่อยากกลับ)
          ก่อนกลับไปถึงร้าน เราก็ต้องเจอเรื่องไม่น่าเชื่อ คือ เจอสาวต่างชาติคนหนึ่งนอนอยู่ที่ข้างถนน พร้อมกับเพื่อนชาวต่างชาติอีกหลายคน มุงกันเต็ม พอเดินเข้าไปคุยก็ได้รู้ว่า เธอเสียชีวิตแล้ว คนแถวนั้นบอกว่า เธอโดนคนขับรถสองแถวทำร้าย ประมาณว่าจะลากไปข่มขืน แต่เธอไม่ยอมเลยโดนฟาดแล้วสลบไป นอนกองอยู่ตรงนั้น ยังดีที่มีคนโทรเรียกรถพยาบาลมาแล้ว เราก็เลยต้องปล่อยไป เพราะคิดว่า คงจะจัดการกันได้ ไม่อยากเข้าไปยุ่งแล้ว เดี๋ยวจะเหมือนไอ้คุณ เรมี่อีก
             ย้อนกลับไปที่ร้าน The Peak สภาพกลับเปลี่ยนไปจากเดิม คือพื้นร้านเปียกแฉะ มีน้ำนองอยู่เต็มร้าน เราเลยนึกออกว่า ที่ร้านเค้าจะสาดน้ำกันหลังเที่ยงคืน แล้วร้านก็เปิดยาวยัน ตี4 อีกตั้งหาก


             เราเลยพยายามใช้เวลาที่เหลือยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด ด้วยการสนุกไปกับทุกๆอย่างรอบตัว จนได้เรื่อง พอใกล้ร้านจะปิด อยู่ๆเด็กเสิร์ฟในร้านก็เดินมาถามว่า เด็กม.กรุงเทพหรอครับ? ไอ้เราก็งงว่ามันรู้ได้ไง มันก็บอกว่าเห็นหลังเสื้อที่เราใส่อยู่ แล้วก็เลยโชว์หัวเข็มขัด Bu ให้ดู ก็รู้สึกว่า เออดีเหมือนกัน ที่มาเจอสถาบันเดียวกันที่นี่ก็แค่นั้น  แต่พอดีเจ้าของร้านดันเรียน ม.กรุงเทพเหมือนกันอีก เลยคุยกันยาว พี่เค้าก็เลี้ยงเหล้าเราอีก1-2แก้ว แถมยังฝากเราให้กับพี่สาวคนนึง พาไปเที่ยวต่อ สรุปว่าคืนนั้น ก็ไปเที่ยวคาราโอเกะต่อ ออกมาจากร้านฟ้าก็สว่างพอดี แล้วก็ไปไหว้พระใหญ่ต่ออีก คุ้มจริงๆ (อันที่จริง รายละเอียดมันเยอะกว่านี้ เอาไว้เล่านอกรอบละกัน  )
             กลับมาที่บ้านประมาณ 8 โมงเช้า ทีแรกก็กะว่าจะออกไปถ่ายรุปกับไอ้ ฮ. ต่อ แต่ดันไม่ไหว ขอนอนดีกว่า เลยนอนหลับมันอยู่ที่โซฟาหน้าบ้านนั่นแหละ รู้สึกตัวอีกทีประมาณ 10 โมง ก็เก็บของเตรียมตัว check out เอารถไปคืนแล้วก็นั่งสองแถวออกจากเฉวง ไปขึ้นเรือที่ทอนกลับสุราษณ์เที่ยวบ่าย 2 กว่าจะถึงบ้านไอ้ ตี. ก็ปาไป 5 โมงแล้ว รถทัวกลับ กทม. ตอน 1 ทุ่ม 10 แต่ก่อนกลับก็แวะไปกินข้าวเย็นที่บ้านริมน้ำก่อน แล้วค่อยกลับ


             ขากลับ เรานั่งรถทัว VIP 24 ที่นั่ง เบาะใหญ่เบ้อเร้อ ท่าทางจะสบายน่าดู แต่ก็นอนไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ มาถึงกทม.ประมาณตี 5 เราตัดสินใจลงที่ ถ.ราชดำเนิน แทนที่จะไปลงสายใต้ใหม่(กว่า) เพราะมันใกล้กว่าเยอะ เราเลยนั่งTAXI กลับมาห้อง กว่าจะได้นอนก็ปาไป 6 โมง เฮ้อ!!! เหนื่อย............ กว่าจะได้นอน เลยตื่นซะ บ่าย 2 อิ่มกันไปเลย
               สรุปว่า ทริปครั้งนี้ เป็นทริปที่สอนให้เรารู้ว่า "การจะทำอะไรต้องมีการวางแผนที่ดีก่อน ไม่ว่าจะเรื่องะไรก็ตาม" ถ้ามองในทางที่ดีทริปนี้เป็นการเที่ยวแบบไม่ได้วางแผน ก็ถือเป็นความสนุกอีกอย่างนึง คือเราก็ต้องลุ้นตลอดว่า ต่อไปเราจะไปเที่ยวไหน จะได้เจออะไร แล้วเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากทริปนี้มากมาย แค่อยากจะเที่ยวในช่วงที่ยังมีโอกาส เพราะหลังจากนี้ไป เราก็ไม่รู้ว่าจะได้เที่ยวกับเพื่อนอย่างนี้อีกเมื่อไหร่ เพราะชีวิตทำงาน จะเปลี่ยนการใช้ชีวิตของเราไปอีกนานแสนนาน.....
 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านเพลินดีคับconfused smile

#1 By N.P on 2008-04-23 16:53